โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการและองค์ความรู้ในการแปรรูปอาหารจากเปลือกส้มโอสายพันธุ์ท่าข่อย จังหวัดพิจิตร สู่ชุมชนเป้าหมายอย่างน้อย 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เปลือกส้มโอ แช่อิ่มอบแห้ง (สูตรลดหวาน) ส้มโออบแห้งปรุงรส/กวนปรุงรส และชาส้มโอปรุงรส เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่ม สามารถผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากเปลือกส้มโอที่สอดคล้องกับมาตรฐานและให้สามารถจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ โดยใช้วัตถุดิบหลักที่มีในพื้นที่ คือ เปลือกส้มโอ โดยจะเน้นไปที่สายพันธุ์ท่าข่อย พืชเอกลักษณ์ของพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการดำเนินการวิจัยพัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ แบบมีส่วนร่วมระหว่าง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) หน่วยงานวิจัย (วว.) (2) หน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเกษตรกรอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 จังหวัดพิจิตร ทำการประเมินและคัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนที่ (3) กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) วิสาหกิจชุมชนอนุรักษพัฒนาและ แปรรูปส้มโอสายพันธ์ท่าข่าย จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรผู้เพราปลูกส้มโอสายพันธุ์ท่าข่อย 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส้มโอแก้วสี่รสตำบลโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจากเปลือกส้มโอ ในรูปแบบเปลือกส้มโอกวนปรุงรส สมาชิกกลุ่มฯ และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันออกแบบแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปใหม่หรือต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิม ให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดและความพร้อมของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่กลุ่มฯ มีอยู่ ประเมินศักยภาพของแต่ละชุมชนผ่านการวิเคราะห์ SWOT Analysis เพื่อประเมินจุดแข็ง/จุดอ่อนของธุรกิจและผลิตภัณฑ์ โอกาส/อุปสรรคของธุรกิจและผลิตภัณฑ์ คณะผู้วิจัยดำเนินการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนกับชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้รับโดยการประเมินทางประสาทสัมผัสจากสมาชิกกลุ่มฯ หน่วยงานในพื้นที่ และผู้บริโภคในห้องปฏิบัติการ วว. ซึ่งได้รับคะแนนความชอบมากกว่า 5 ใน 7 คะแนน และมีการยอมรับผลิตภัณฑ์มากกว่าร้อยละ 70 คณะผู้วิจัยจึงจัดทำคู่มือการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ทั้งภาคทฤษฎีอันประกอบด้วย สูตรและกรรมวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การคำนวณต้นทุนของผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ณ สถานที่ผลิตของกลุ่ม และภาคปฏิบัติ ดำเนินการสาธิตและให้กลุ่มฯ ผึกปฏิบัติงานจริง และได้ร่วมกับออกแบบโลโก้ ตรายี่ห้อ และฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มพูนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร การขึ้นทะเบียน อย. และแนวทางการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดี (Good Manufacturing Practice: GMP)” เพื่อให้สมาชิกกลุ่มฯ สามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้ไปขยายผลสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์และจัดจำหน่ายได้จริง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแปรรูปจากเปลือกส้มโอที่กลุ่มฯ ได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่ (1) เปลือกส้มโอแช่อิ่มอบแห้ง, (2) เปลือกส้มโอแช่อิ่มสับปะรดอบแห้ง, (3) กัมมี่เยลลี่ส้มโอกวนปรุงรสเบอร์รี่, และ (4) เครื่องดื่มชงชาส้มโอในน้ำผึ้ง ผ่านการวิเคราะห์คุณภาพทั้งกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์ พร้อมวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ และจัดทำฉลากโภชนาการ กลุ่มฯ สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไปได้ภายในระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ คณะนักวิจัยได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุมชน เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อในผู้นำกลุ่มฯ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายอาหารและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การขึ้นทะเบียน อย. และแนวทางการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดี (Good Manufacturing Practice: GMP) การส่งเสริมด้านการตลาด คณะนักวิจัยได้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการจักดารธุรกิจชุมชน และให้สมาชิกกลุ่มฯ ร่วมกันวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดโดยการจัดทำ Business Model Canvas (BMC) และทดลองจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้านของฝากวิสาหกิจชุมชนส้มโอแก้วสี่รส ตำบลโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร โดยการนำเสนอตัวอย่างให้ลูกค้าได้ทดลองชิม สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในกลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม สมาชิกกลุ่มฯ ยังคงต้องฝึกฝนการผลิตให้ได้มาตรฐาน และวางแผนรอบการผลิตอย่างสม่ำเสมอ และจัดหาอุปกรณ์การผลิตให้เพียงพอกับกำลังการผลิตฯ ยังมีการจัดทำสื่อภาพนิ่งและวีดีทัศน์ส่งมอบแก่กลุ่มฯ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์และสื่อสารสู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ จากการประเมินระดับการรับองค์ความรู้และนำเอา วทน. (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม) ไปใช้ประโยชน์ ของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่ม และหน่วยงานในพื้นที่ พบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแปรรูปจากเปลือกส้มโอที่พัฒนาได้จากโครงการวิจัยนี้มีมูลค่าเพิ่มสูงถึงร้อยละ 32.78-82.40 สามารถจำหน่ายได้ และคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 83,180-95,860 บาท/ปี รายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยประมาณร้อยละ 10 เกิดการจ้างงานที่คนในชุมชนเพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการจัดการขยะและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ กลุ่มวิสาหกิจฯ 3.42-13.52 เท่าตัว และยังสร้างมูลค่าผ่านการพัฒนากลไกทางธุรกิจและพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืนให้แก่หน่วยงานในพื้นที่ถึง 42-67 เท่าตัว สะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการฯ และการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้