การผลิตเห็ดในประเทศไทยจะสามารถผลิตได้ปีละ 8-9 เดือน โดยในช่วงเดือน มีนาคม-พฤษภาคม ในทุกช่วงปีจะไม่สามารถผลิตเห็ดได้ เนื่องจากอากาศที่ร้อนมากและมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ เกษตรกรผู้ผลิตเห็ดเพื่อการจำหน่ายจะปิดโรงเรือนเพื่อหยุดการผลิตเห็ด ส่งผลทำให้ขาดรายได้ในช่วงเวลานั้น นอกจากนั้นยังส่งผลต่อผู้ผลิตก้อนเชื้อเห็ดเพื่อการจำหน่าย เนื่องจากจะไม่มีคำสั่งซื้อของลูกค้า ทำให้ไม่มีรายได้จากการจำหน่านก้อนเชื้อเห็ด จากการลงพื้นที่ในจังหวัดอุตรดิตถ์พบว่ามีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเฉลี่ยเดือนละ 30,000 ก้อน แต่ในช่วงฤดูร้อนจะเหลือคำสั่งซื้อเพียง 8,000-12,000 ก้อน คิดเป็นปริมาณที่ลดลง 66% นอกจากนั้นจากการสำรวจข้อมูลราคาเห็ดนางฟ้าในจังหวัดอุตรดิตถ์พบว่าในฤดูกาลทั่วไป ราคาจำหน่ายของเห็ดที่หน้าฟาร์มราคา 50-80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในฤดูร้อนมีราคาที่สูงขึ้นถึง 120-160 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น 100% โรงเรือนที่สามารถผลิตเห็ดนางฟ้าในฤดูร้อนได้ จะต้องเป็นโรงเรือนที่สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตหลักได้ทั้ง 4 ปัจจัยการผลิตคือ อุณหภูมิ ความชื้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแสง (Chieochan et al., 2017) โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นได้ จากการสำรวจข้อมูลเชิงพื้นที่พบว่า โรงเรือนที่ผลิตเห็ดได้ในฤดูร้อนจะใช้ระบบสปริงเกอร์พ่นสเปรย์บ่อย ๆ หรือใช้ ผนังอิวาร์ปอเรชัน ในการเพิ่มความชื้นในโรงเรือน ซึ่งต้องลงทุนสูงมากในราคา 50,000-150,000 บาทต่อโรงเรือน ผู้วิจัยจึงต้องการจัดการความรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้เครื่องเพิ่มความชื้นและลดอุณหภูมิในโรงเรือนโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการควบคุมปัจจัยการผลิตเห็ดจำนวน 2 ปัจจัยหลัก เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตเห็ดนอกฤดูกาลได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ผลิตดอกเห็ดเพิ่มขึ้น 100% และสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตก้อนเชื้อเห็ดอีกด้วยซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากจะทำให้ผลิตเห็ดนอกฤดูกาลได้ ยังช่วยทำให้เห็ดที่ผลิตได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น 26.2%