การตรวจหาสารเสพติดในเส้นผม เป็นอีกวิธีหนึ่งของการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย ที่มีระยะเวลาในการตรวจพบสารเสพติดได้ยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับเลือด หรือปัสสาวะ จึงนำมาใช้ในการตรวจการใช้ยาเสพติดย้อนหลังของบุคคลได้ เพื่อการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด หรือเพื่อยกระดับการสืบหาข้อเท็จจริงในเชิงคดีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปัจจุบันการตรวจสารเสพติดในเส้นผม ได้ถูกกำหนดให้เป็นวิธีการตรวจสารเสพติดในร่างกายของบุคคลตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อย่างไรก็ตาม พบว่าหน่วยงานที่สามารถดำเนินการตรวจสารเสพติดในเส้นผมมีเพียง 2-3 แห่งในประเทศไทย โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นหน่วยงานเดียวที่สามารถตรวจพิสูจน์สารเสพติดในเส้นผมได้ครอบคลุมชนิดตามที่ระบุไว้ในประกาศฯ ดังนั้น กรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้การตรวจสารเสพติดในเส้นผมเพื่อประกอบการพิจารณาคดี จะต้องส่งมาดำเนินการที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการดำเนินการตามประกาศฯ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจสารเสพติดในเส้นผมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถห้องปฏิบัติการตรวจสารเสพติดของประเทศไทย (นำร่อง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการตรวจพิสูจน์สารเสพติดมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการตรวจสารเสพติดในเส้นผม และพัฒนาขีดความสามารถห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือวิเคราะห์นำร่อง 3 แห่งให้มีวิธีการตรวจสารเสพติดในเส้นผมได้ ตลอดจนสามารถขยายผลและสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการตรวจสารเสพติดในเส้นผมของประเทศไทยที่เข้มแข็งต่อไปได้ โดยมีวิธีการดำเนินการคือ จัดทำคู่มือและสื่อวิดิทัศน์การเก็บตัวอย่างและตรวจสารเสพติดในเส้นผม ตลอดจนสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ e-learning เพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งในรูปแบบของการบรรยายความรู้ และการฝึกปฏิบัติ ตลอดจนติดตามผลหลังฝึกอบรมโดยการส่งตัวอย่างทดสอบความสามารถในการตรวจสารเสพติดในเส้นผมของห้องปฏิบัติการที่เข้าร่วม ผลการดำเนินโครงการพบว่า มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 39 คน โดยผู้เข้าร่วมรับการอบรมมีความรู้ด้านการตรวจสารเสพติดในเส้นผมเพิ่มมากขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด ห้องปฏิบัติการทั้ง 3 แห่งมีความสามารถในการตรวจระบุชนิดของสารเสพติดในเส้นผมได้ นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนจึงได้มีการจัดตั้ง “เครือข่ายการตรวจสารเสพติดในเส้นผม (ประเทศไทย)”ขึ้น โดยมีสมาชิกแรกเริ่มจำนวน 33 คน จาก 7 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนางานตรวจสารเสพติดในเส้นผมให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล และขยายผลไปยังหน่วยงานที่ต้องการพัฒนางานตรวจทางห้องปฏิบัติการให้รองรับการตรวจสารเสพติดในเส้นผมได้ต่อไป