รายงานปี 2566 (Health Data Center, 2566) ระบุว่าจังหวัดเชียงใหม่พบผู้ป่วยใหม่โรคสมาธิสั้น (ADHD) ในเด็กอายุ 6-15 ปี สูงถึง 456 ต่อแสนประชากร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 อำเภอแม่ริมพบผู้ป่วย 9,900 ราย (Health Data Center, 2567) แสดงถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากระบบเดิมมีปัญหา แอปพลิเคชัน "ADHD Scanning" จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินโรคสมาธิสั้นในนักเรียนประถมศึกษา โดยอ้างอิงแบบประเมิน SNAP-IV และแนวคิด PBRI แอปพลิเคชันนี้คัดกรองโรคสมาธิสั้นได้อย่างครอบคลุม พร้อมให้คำแนะนำการดูแลตามระดับความรุนแรง มีคลังความรู้ คู่มือ อินโฟกราฟิก และคอร์สออนไลน์สำหรับครูและผู้ปกครอง พร้อมระบบประเมินผลและใบประกาศนียบัตรหลังเรียนเสร็จ มีระบบติดตามผลและส่งต่อการรักษา ใช้งานง่ายบนทั้ง Mobile Application (Android และ iOS) และ Web Application โดยเน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การจัดการความรู้และการถ่ายทอดนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิของเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้น “แอปพลิเคชัน ADHD Scanning และคู่มือโรคสมาธิสั้นสำหรับครูและผู้ปกครอง” สู่โรงเรียนต้นแบบผ่านภาคีเครือข่าย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเครื่องมือที่ใช้พัฒนาศักยภาพของครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม กลายเป็นช่องทางใหม่ที่เปลี่ยนรูปโฉม ในการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย ตลอดจนนำไปสู่การดูแลที่ใช้หลักการและทฤษฎีและสอดคล้องกับบริบทของสังคม วัฒนธรรมประเพณีได้อย่างเป็นรูปธรรม แอปพลิเคชัน “ADHD Scanning” สามารถใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง Mobile Application (Android และ IOS) และ Web Application ได้ กลายเป็นช่องทางใหม่ที่เปลี่ยนรูปโฉม และกระจายความรู้ให้เข้าถึงได้อย่างมากมาย สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งลงในเครื่องการใช้งานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งแอปพลิเคชัน “ADHD Scanning” และคู่มือโรคสมาธิสั้นสำหรับครูและผู้ปกครอง ได้พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพ ภายใต้โครงการวิจัยการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการประเมินโรคสมาธิสั้นในนักเรียนประถมศึกษาในชีวิตวิถีใหม่ ได้รับทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF) ปีงบประมาณ 2567 ทางคณะผู้วิจัยเล็งเห็นว่าองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิของเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นสู่โรงเรียนต้นแบบผ่านภาคีเครือข่าย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความมั่นคงของมนุษย์อย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อจัดการความรู้โรคสมาธิสั้น แก่ครูและผู้ปกครองของเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้น 2) เพื่อถ่ายทอดแอปพลิเคชัน “ADHD Scanning”แก่ครูและผู้ปกครองของเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นสู่โรงเรียนต้นแบบผ่านภาคีเครือข่าย จังหวัดเชียงใหม่ และ 3) เพื่อสร้างโรงเรียนต้นแบบการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นผ่านภาคีเครือข่าย จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ดำเนินโครงการ ได้แก่ โรงเรียนบ้านริมใต้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามประเด็นปัญหาและความต้องการของพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูและผู้ปกครองของนักเรียนระดับประถมศึกษา พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน และนักศึกษาพยาบาล รวม 230 คน
องค์ความรู้ของนักวิจัยที่มีความชำนาญ คือ การคัดกรองและการดูแลเด็กสมาธิสั้น การพัฒนาและออกแบบสื่อการเรียนรู้และการพัฒนาแอปพลิเคชัน จากงานวิจัยเรื่อง “Attention Deficit Hyperactivity Disorder in Primary School Chiangmai, Thailand” (Choopun & Boonlue, 2022) และ “การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการประเมินโรคสมาธิสั้น ในนักเรียนประถมศึกษา ในชีวิตวิถีใหม่” เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชนิด ได้แก่ แอปพลิเคชัน “ADHD Scanning” คู่มือความรู้โรคสมาธิสั้นสำหรับครูและผู้ปกครอง แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคสมาธิสั้นและการดูแล แบบประเมินทักษะการคัดกรอง และแบบประเมินความพึงพอใจ
คณะผู้ดำเนินโครงการมีประสบการณ์การทำงานและการวิจัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีการบูรณาการระหว่างศาสตร์ ได้แก่ การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชเด็กและวัยรุ่น การจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางสุขภาพ และกราฟิกดีไซน์ เป็นต้น และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านริมใต้ โรงเรียนบ้านริมใต้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 เป็นต้น โครงการนี้จะเกิดผลผลิตที่สำคัญ คือ 1) การถ่ายทอดนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิของเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้น 2) กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 230 คน มีความรู้และทักษะการใช้แอปพลิเคชันเพื่อการคัดกรองและดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้น 3) เกิดโรงเรียนต้นแบบการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้น และ 4) เกิดการบูรณาการองค์ความรู้จากการวิจัย การจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี ประโยชน์เชิงวิชาการจะได้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นในเด็กประถมศึกษา อาการและการดูแล และนวัตกรรมการการคัดกรองและคู่มือการความรู้โรคสมาธิสั้นสำหรับครูและผู้ปกครอง ส่วนประโยชน์เชิงชุมชนและสังคมนั้น จะทำให้เกิดระบบการเฝ้าระวังปัญหาสมาธิสั้นในเด็ก เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นของครูและผู้ปกครอง สำหรับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษา นอกจากนั้นในเชิงนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลและแนวทางที่ได้จากโครงการนี้ มาใช้กำหนดเป็นนโยบายในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังการเกิดโรคสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนนโยบายในการดูแลสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นได้
สรุปได้ว่า โครงการนี้เป็นการนำผลงานวิจัยและแอปพลิเคชัน “ADHD Scanning” มาถ่ายทอดให้ครูและผู้ปกครองของเด็กประถมศึกษา ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขขั้นพื้นฐานโดยถ้วนหน้า ส่งเสริมการคุ้มครองทางสังคม SDG1 เป้าประสงค์ที่ 1.3 ที่ระบุไว้ว่า ดำเนินการให้เป็นผลตามระบบและมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ และให้ครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยากจนและเปราะบาง ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งหลังเสร็จสิ้นโครงการจะได้โรงเรียนต้นแบบ (Model) ในการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นโดยภาคีเครือข่าย ที่สามารถนำสู่สังคมเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขขั้นพื้นฐานโดยถ้วนหน้า และลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาเด็กกลุ่มเสี่ยงสมาธิสั้นได้ต่อไป