จังหวัดสมุทรปราการเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดีและที่มีศักยภาพสูง ถึงขั้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและเอกลักษณ์ของผลผลิตมะม่วง อย่างไรก็ตามเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะม่วงที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านการสูญเสียผลผลิตจากการร่วงหล่นของมะม่วงซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความยั่งยืนนั่น ปัญหามะม่วงร่วงหล่นก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 15–20 ของผลผลิตทั้งหมด ปัญหานี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาในระดับท้องถิ่นหรือในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับภาพรวมของโลกที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าผลไม้ทั่วโลกเกิดการสูญเสียในโซ่อุปทานมากถึง 40% (FAO, 2017) ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อมะม่วงที่ร่วงหล่นถูกปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นขยะทางการเกษตร (food waste) ซึ่งนอกจากจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงศัตรูพืชและโรคพืชหลายชนิด เช่น แมลงค่อมทอง เพลี้ยแป้ง และโรคแอนแทรคโนส (FarmMate.in, 2025) ที่จะย้อนกลับมาทำลายและสร้างความเสียหายในภายหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของผลผลิตในระยะยาว แม้ว่าการร่วงหล่นของผลมะม่วงจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางสรีรวิทยา แต่การจัดการผลผลิตที่ร่วงอย่างไม่มีประสิทธิภาพคือปัญหาที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์การผลิตมะม่วงของเกษตรกรเลวร้ายลง ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะม่วงอำเภอบางเสาธงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยน "ของเสีย" ให้กลายเป็น "ของดี" ที่มีมูลค่า แต่ยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเสียหรือของเหลือทิ้งเหล้านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้จริง จึงเป็นที่มาของการแก้ปัญหาดังกล่าวและต้องการปิดช่องว่างสำคัญที่โครงการวิจัยนี้มุ่งเข้ามาแก้ไขมะม่วงร่วงหล่นที่ประกอบด้วย
1. ช่องว่างด้านเทคโนโลยี: กลุ่มฯ ยังขาดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแปรรูปที่ได้มาตรฐานและสามารถสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูงเช่น น้ำส้มสายชูหมัก (Fruit Vinegar) และเครื่องดื่มไซเดอร์วีนีการ์จากมะม่วง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในตลาดเพื่อสุขภาพ
2. ช่องว่างด้านองค์ความรู้: ขาดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การอาหารในการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามีมาตรฐานพร้อมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
3. ช่องว่างด้านการตลาด: ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการทางการตลาด การทำแบรนด์ การจัดทำแผนธุรกิจ และการนำสินค้าออกกสู่ตลาดเพื่อการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ และกลยุทธ์การขยายตลาดสู่ระดับประเทศและนานาชาติเพื่อรองรับศักยภาพของสินค้า GI ในอนาคต
ดังนั้นการนำองค์ความรู้ของทีมคณะผู้วิจัยที่มีความหลากหลายตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนละสังคมเพื่อการสร้างรายได้ และยกรับคุณภาพชีวอตให้ดีขึ้น และเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมแก่ชุมชนและสังคมด้วยอีกทางหนึ่ง โครงการนี้จึงเป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนำมาช่วยแก้ไขปัญหาการสูญเสียผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ของเกษตร โดยใช้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะม่วงหมู่ที่ 13 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 38 รายเป็นกลุ่มผู้รับการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ต้นแบบอย่างครบวงจร โดยมุ่งพัฒนาเพื่อใช้ผลผลิตที่เกิดการสูญเสีย (มะม่วงร่วงหล่น) มาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ที่มีการนำองค์ความรู้การผลิตน้ำส้มสายชูหมักแบบรวดเร็ว RTC (Rapid Tray Culture) Process ที่เป็นองค์ความรู้ของคณะผู้วิจัยไปประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบคือมะม่วงร่วงหล่น ผ่านการจัดการองค์ความรู้ด้วยวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีขั้นตอนวิธีการผลิตที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง และวางรากฐานกลไกการตลาดที่ยั่งยืน ผ่านการจัดทำแผนธุรกิจ การจัดทำแบรนด์ การทำตลาดในรูปแบบต่างๆ อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ ลดของเสียและของเหลือทิ้งทางการเกษตร และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนได้อย่างแท้จริง
โครงการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ผ่านวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำส้มสายชูจากมะม่วงน้ำดอกไม้ GI ร่วงหล่นของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะม่วงหมู่ที่ 13 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้กระบวนการหมักแบบรวดเร็ว RTC (Rapid Tray Culture) Process เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการสูญเสีย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งนี้กิจกรรมหลักๆ ของโครงการจะประกอบไปด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตน้ำส้มสายชูหมักให้กับกลุ่มเป้าหมายผ่านวิธีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพและมีมาตรฐาน การจัดทำแผนธุรกิจ และการทดลองผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทางร้านค้าชุมชนหรือร้านค้าเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ไปถ่ายทอดสู่ชุมชนและสังคมอย่างแท้จริงในรูปแบบการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดประโยชน์สูงสุด