การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาคนหาย รวมถึงอาชญากรรมที่เป็นสาเหตุให้บุคคลสูญหายได้ และเป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนคนหายในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการที่บุคคลหายตัวไป
ไม่สามารถติดตามได้ นำไปสู่การเป็นคนนิรนาม หรือเมื่อเสียชีวิตจากลายเป็นศพนิรนามในที่สุด ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข ประกอบกับระบบของภาครัฐที่มีขั้นตอนความยุ่งยากในการติดตามของญาติ จึงทำให้สถิติของการติดตามคนหาย การพิสูจน์
คนนิรนามและการพิสูจน์ศพนิรนามยังคงมีอีกจำนวนมาก หากแม้ประเทศไทยจะมีระเบียบและการขับเคลื่อนงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติงานติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม พ.ศ. 2564 ที่กำหนดให้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม (ค.พ.ศ.) ก็ตาม แต่การขับเคลื่อนงานในกระบวนงาน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การติดตามคนหาย การพิสูจน์คนนิรนาม และการพิสูจน์ศพนิรนาม มีความจำเป็นและสำคัญที่ต้องมาจากการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนทั้งองค์กรภาครัฐ และภาคประชาสังคมทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติเพื่อการขับเคลื่อนงานภารกิจดังกล่าว
คณะผู้วิจัยทำการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งจัดทำกิจกรรมเพื่อถอดบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เป็นที่ประจักษ์ในภารกิจหรือเป็นต้นแบบได้ กรณี (๑) กระบวนงานติดตามคนหาย
โดยมูลนิธิกระจกเงา (๒) กระบวนงานพิสูจน์คนนิรนาม โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ (๓) กระบวนงานการพิสูจน์ศพนิรนาม โดย สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ นำเสนอ storytelling เพื่อการถอดเป็นบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ยังกลุ่มเป้าหมายซึ่งได้แก่ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิ รวมจำนวน ๔๐ คนโดยผลการศึกษาจะถอดบทเรียนการปฏิบัติของหน่วยงานต้นแบบ และคณะผู้วิจัยวิเคราะห์และเสนอแนวทางที่จะทำให้กระบวนงานสำเร็จ ซึ่งวิเคราะห์แนวคิดจากรูปแบบของกระบวนการทำงาน ที่มีความแตกต่างกันของหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคประชาสังคม ซึ่งอย่างไรก็ตาม กรอบจำกัดที่หน่วยงานปฏิบัติที่ได้เจอและมีผลต่อการปฏิบัติงาน ยังคงมีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การถอดบทเรียนนี้จึงเป็นการถอดองค์ความรู้ที่มาจากการปฏิบัติงานจริงภายใต้ข้อจำกัด และคณะผู้วิจัยจัดหมวดหมู่ของการดำเนินการและแนวทางของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน และมีการส่งต่อองค์ความรู้และแนวคิดไปยังกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ แต่อาจจำกัดด้วยอำนาจหน้าที่บางประการ ซึ่งได้มีการเสนอเป็นข้อเสนอแนะไว้ด้วย