โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดการองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยการขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อการใช้งานจริงบนถนนสำหรับกลุ่มเยาวชน อายุระหว่าง 15-25 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 30 ราย และกลุ่มอื่น ๆ จำนวน 14 ราย กระบวนการถ่ายทอดความรู้ใช้การอบรมทฤษฎีด้วยการบรรยายแบบสนทนากลุ่ม คู่มือ และวีดีโอประกอบการอบรมมุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายมีการตอบสนอง การเรียนรู้ความเข้าใจ 3 ด้าน คือ ความรู้ จิตสำนึก และทักษะ การถ่ายทอดความรู้ภาคปฏิบัติ ใช้วิธีแนะนำและสาธิตให้เห็นถึงวิธีการขับขี่อย่างปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญการขับขี่และคณะผู้วิจัย 7 สถานี โดยมีระยะเวลาการอบรมทฤษฎีและปฏิบัติอย่างละ 6 ชั่วโมง การวัดผลภาคทฤษฎีใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม จำนวน 30คะแนน ภาคปฏิบัติใช้การพิจารณาพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายขณะดำเนินการทดลองขับขี่จริงว่าเป็นไปตามเกณฑ์ตัวบ่งชี้พฤติกรรมการขับขี่ที่ถูกต้อง จำนวน 40 คะแนน ผู้ผ่านการอบรมต้องมีคะแนนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
ผลการวิจัยพบว่า ผลคะแนนหลังการอบรมภาคทฤษฎีของกลุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และกลุ่มอื่น ๆมีคะแนนเฉลี่ย 25.3 และ 19.6 คะแนน หรือมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นร้อยละ 57.35 และ 79.1 ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ทางสถิติ t-Test: Paired Two Sample และทดสอบสมมติฐานความแตกต่างของคะแนนหลังการอบรมเปรียบเทียบกับค่าเกณฑ์ผ่านมาตรฐาน ที่ความเชื่อมั่น 95% พบว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้มีนัยสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงคะแนนทดสอบหลังการอบรม โดยมี (p 0.05) และผลคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกับค่าเกณฑ์ผ่านมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญจากค่า t-stat t-Cri สำหรับการประเมินภาคปฏิบัติ พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มเป้าหมายมีทักษะและพฤติกรรมบ่งชี้เป็นไปตามเกณฑ์ ยกเว้นทักษะการนับเวลามีผู้ผ่านตามเกณฑ์เพียงร้อยละ 23 และ 21.4 ในขณะที่การประมาณระยะทางมีผู้ผ่านเพียงร้อยละ 7 และ ร้อยละ 3 เท่านั้น กรณีการประเมินการเปลี่ยนแปลงกลุ่มเป้าหมายหลังการอบรมภาคทฤษฎีสรุปได้ว่า กลุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านจิตสำนึก มีระดับการเปลี่ยนแปลงสูงสุดจากเดิมคะแนน 2.23 (ระดับปานกลาง) เป็น 4.43 (ระดับมากที่สุด) ส่วนด้านทักษะ เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของกลุ่มอื่น ๆ จากเดิม 0.68 คะแนน (น้อยมาก) เป็นระดับ 2.67 (ปานกลาง)
นอกจากนี้ มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ 2 ประการว่า 1) จุดอ่อนของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่ม คือทักษะการนับเวลาและการประมาณระยะทางที่มีจำเป็นอย่างยิ่งใช้ในการคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception) ลดความเสี่ยงในการชนท้าย การตัดสินใจในการชะลอหรือหยุดรถ ประเมินความเสี่ยง ของสถานการณ์ต่าง ๆ บนท้องถนนล่วงหน้าให้สามารถตัดสินใจควบคุมรถ และรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและด้านข้างได้เพียงพอ 2) พฤติกรรมการนำขาข้างขวาหรือขาทั้ง 2 ข้างลงขณะรถเกือบหยุด ถือเป็นความเสี่ยงต่อการโดนรถอื่นที่แซงไปทางด้านขวา เนื่องจากในระบบถนนของประเทศไทย รถที่ต้องการจอดจะต้องชิดซ้าย ดังนั้น ผู้ขับขี่ต้องวางเท้าชิดขอบถนนด้านซ้ายมือ หากทำได้จนเป็นนิสัยจะสามารถลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตลงได้