จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรที่หลากหลาย ทั้งใน มิติของทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรม เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศไทย จึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณี ส่งผลให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ ซึ่งมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2561 มีมูลค่าประมาณ 1,294 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.04 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดอุบลราชธานี สินค้าและของที่ระลึกเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการการท่องเที่ยว เนื่องจากการผลิตสินค้าที่ระลึกเป็นลักษณะของอุตสาหกรรมในครัวเรือนหรือในชุมชน มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของจังหวัด โดยอาศัยแรงงานศิลปะหัตถกรรม ความประณีตและวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นทำให้เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้ การเพิ่มมูลค่าแก่ทรัพยากรในท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือและแผนพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี มุ่งเน้นพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน และพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นถิ่นไปสู่มาตรฐานสากลเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชุมชน (แผนพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2566-2570)
อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นหลายที่อยู่ในพื้นที่ตำบลโพธิ์ไทร ตำบลสองคอน ตำบลเหล่างามและตำบลสำโรง ได้แก่ สามพันโบกมีโขดหินรูปร่างต่างๆ ได้แก่ มิกกี้เม้าท์ รูปหัวใจคู่ หัวใจเดี่ยว หินสี หินแจกัน หินหัวสุนัข หาดหงส์ ผาศิลาเลข โง่นหิน สระมรกต ต้นหว้าน้ำ ต้นไค้ แมงกะพรุนน้ำจืด ฯลฯ และมีหาดสลึง ห้วยปากกะหลาง แหล่งปลูกมันม่วง ปากป้องช่องแคบบ้านสองคอน เป็นช่องแคบที่สุดของแม่น้ำโขงระหว่างไทย-ลาว กว้าง 56 เมตร ต้นจามจุรียักษ์ (มรดก) ผาวัดใจ หัวพะเนียง (เกาะแก่งกลางแม่น้ำโขง) แก่งสองคอน เทศกาลตักปลาและกินกุ้ง ผาชัน ผาสามหมื่นรู ผาวัดใจ ผาหมาว้อ เสาเฉลียง แซใหญ่ (น้ำตกบนลานหิน) และแซใหญ่เล็ก เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมากในแต่ล่ะปี (http://phachan.otopubon.com/information, 2566) ผลิตภัณฑ์ชุมชนหนึ่งที่มีชื่อเสียงของอำเภอโพธิ์ไทร คือ ผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมคราม โดยชุมชนจะปลูกครามและปลูกฝ้ายริมแม่น้ำโขง มีภูมิปัญญาและทักษะการเข็ญฝ้าย มัดหมี่ ทอผ้าและย้อมผ้าได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การผลิตผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามและย้อมสีธรรมชาติในปัจจุบันเพื่อสร้างรายได้และเป็นอาชีพเสริม ซึ่งชุมชนได้รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนและกลุ่ม OTOP นอกภูมิปัญญาแล้วชุมชนยังมีทรัพยากรพืชที่อุดมสมบูรณ์และมีวัฒนธรรมประเพณีที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พืชพื้นถิ่นและมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมในแต่ล่ะปีเป็นจำนวนมาก จึงเป็นปัจจัยแวดล้อมที่พร้อมและน่าสนใจ หากนำสามารถนวัตกรรมต่างๆ ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อบริการนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน อำเภอโพธิ์ไทรจึงเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสและศักยภาพสูงทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีทรัพยากรที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของชุมชน จากการสัมภาษณ์ พัฒนาชุมชนอำเภอโพธิ์ไทร พัฒนาชุมชนตำบล และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (นางสาวแจ่มจันทร์ ศรีจันทร์ นักวิชาการ พัฒนาชุมชนอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี, สัมภาษณ์, 20 กรกฏาคม 2567) และการวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง (Pain point) พบว่า ผลิตภัณฑ์ชุมชนยังไม่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ผ้าฝ้ายย้อมครามไม่หลากหลายเฉดสี ชุมชนย้อมสีครามเป็นสีครามเข้มถึงดำแบบดั้งเดิม กระบวนการผลิตเป็นแบบเดิม และมีบางกลุ่มเติมสีเคมีเพื่อให้ได้ครามเข้ม สินค้าขาดความเป็นเอกลักษณ์เฉดสีไม่ตรงกับความนิยมหรือความต้องการของลูกค้าทุกช่วงวัยและผ้าย้อมครามไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) คือ ค่าพีเอชของผ้าย้อมครามไม่เกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกระบวนการผลิตเนื้อครามครามมีการเติมปูนมากเกินไป ซึ่งจากรายงานการวิจัยของกาวอน พูคำวัน, กัญญา ศิริลาภโภคิน และ สุดาพร ตังควนิช (2566) ศึกษาปริมาณของปูนขาวและปูนแดงที่เหมาะสมในการทำเนื้อคราม ศึกษาผลของการทำเนื้อคราม ในการเตรียมน้ำย้อมครามต่อเฉดสีของเส้นไหม พบว่า ปริมาณปูนที่เหมาะสมในการเตรียมเนื้อคราม คือ 6 % ผลิตภัณฑ์ ผ้าฝ้ายย้อมครามและสีธรรมชาติ ที่ผลิตในปัจจุบัน ได้แก่ ผ้ามัดหมี่ ผ้าถุง ผ้าพื้น ผ้าขาวม้า ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าลายเกล็ดเต่า ผ้าลายดอกผักแว่น เป็นต้น แต่เฉดสีธรรมชาติยังไม่หลากหลายเฉดสี นอกจากนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบางส่วนยังมีความสามารถในการผลิตเสื้อผ้าแปรรูปและเย็บปักได้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของฝาก ของที่ระลึก ไม่มีหรือไม่เพียงพอกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในแต่ละปี จึงจำเป็นต้องพัฒนาอย่างยิ่งเพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตสินค้าบนฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ทั้งวัสดุธรรมชาติและภูมิสาสตร์แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม จากสถานการณ์ที่ชุมชนมีทรัพยากรพืชที่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมประเพณีที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นจุดยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจที่สำคัญและมีปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่พร้อมจะพัฒนา และสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นชุมชนจึงมีความต้องการในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ จากผลงานวิจัยมาพัฒนาศักยภาพและผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ประกอบกับคณะผู้วิจัยมีองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยและมีความเชี่ยวชาญด้านผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับบริบทและความต้องการพัฒนาของชุมชน
ผ้าย้อมครามเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์จากผ้าย้อมครามธรรมชาติกลายเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก ทั้งในทวีปยุโรปและแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีนเกาหลี อินเดีย ลาว และประเทศไทย (อ้อยทิพย์ ผู้พัฒน์, 2552) ผ้าย้อมครามธรรมชาติเป็นผ้าที่มีสีและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถป้องกันรังสียูวี เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% เป็นงานหัตถกรรมที่มีสีเป็นเอกลักษณ์ สามารถให้เฉดสีได้ตั้งแต่เฉดสีฟ้าอ่อนจนถึงน้ำเงินเข้ม และยังเป็นหนึ่งในแม่สีหลักของสีธรรมชาติ ดังนั้นสีครามจึงเป็นหนึ่งในความนิยม และได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาแห่งสีย้อมที่สำคัญในอุตสาหกรรมสิ่งทอ (เณศรา แก้วคง, 2557) เนื้อครามที่เห็นทั่วไป คือ ครามสีน้ำเงิน (indigo blue) หรือครีมครามซึ่งไม่ละลายน้ำ ดังนั้นก่อนย้อมต้องทำให้ครามสีน้ำเงินเปลี่ยนไปเป็นครามไม่มีสี (indigo white) เรียกขั้นตอนนี้ว่า การก่อหม้อ เนื่องจาก indigo blue เป็นสารไม่ละลายน้ำจึงใช้ย้อมเส้นใยไม่ติด แต่ indigo blue สามารถถูกทำให้เปลี่ยนเป็น indigo white ที่ไม่มีสี ละลายน้ำได้ ในภาวะที่เป็นด่าง pH 10.5-11.5 อุณหภูมิ 27-30 องศาเซลเซียส มีน้ำขี้เถ้า และแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus alkaliphylus (อนุรัตน์ สายทอง, 2552) หรือใช้สารรีดิวซ์ที่เป็นสารเคมีในการเปลี่ยน indigo blue ให้เป็น indigo white หรือสารรีดิวซ์จากธรรมชาติ เช่น น้ำตาลรีดิวซ์จากผลไม้ สารรีดิวซ์ที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมการย้อมคราม คือ โซเดียมไดไทโอไนท์ และโซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งสามารถรีดิวซ์สีย้อมครามได้ในเวลาสั้นมาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลที่ได้จากปฏิกิริยาทำให้เกิดสารซัลไฟต์ และซัลเฟตซึ่งก่อให้เกิดปัญหาที่สำคัญคือ เมื่อน้ำย้อมที่ใช้แล้วปล่อยลงสู่แหล่งน้ำต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดน้ำเสีย เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สารเคมีตกค้างในเนื้อผ้า ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้สวมใส่ เนื่องจากสีย้อมส่วนใหญ่เป็นออกไซด์ของโลหะหนักชึ่งโลหะหนักหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ผู้คนหันมาใช้สีย้อมจากธรรมชาติมากขึ้น และมีนักวิจัยจำนวนมากพยายามศึกษาการนำสารรีดิวซ์ที่มาจากธรรมชาติมาใช้แทนสารเคมี สารรีดิวซ์ที่นำมาใช้ในการย้อมสีครามเพื่อเปลี่ยน indigo ให้เป็นรูปแบบของ leuco-indigo ที่ละลายน้ำได้ คือ โซเดียมไดไทโอไนท์ ซึ่งเป็นสารรีดิวซ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด และใช้น้ำตาลโมโนแซ็กคาไรด์ ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรุกโทส และน้ำตาลกาแลคโทส น้ำตาลไดแซ็กคาไรด์ ได้แก่ น้ำตาลแลคโทส และน้ำตาลมอลโทส มาใช้เป็นสารรีดิวซ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้แทนโซเดียมไดไทโอไนท์ในการย้อมคราม (Laksanawadee Saikhao et al., 2018) มีรายงานการใช้สารรีดิวซ์จากกล้วย โดยศึกษาชนิด และปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ พบว่า สภาวะในการเตรียมน้ำย้อมครามใช้สารรีดิวซ์จากกล้วยที่ให้ผลดีที่สุด สอดคล้องกับ กาวอน พูคำวัน, กัญญา ศิริลาภโภคิน และ สุดาพร ตังควนิช (2566) รายงานผ้าไหมย้อมครามโดยใช้เนื้อกล้วยน้ำว้าเป็นสารรีดิวซ์เป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุด โดยมีค่าความคงทนของสีต่อแสงและความคงทนของสีต่อการซักล้างอยู่ในระดับ 5 (ดีมาก) เมื่อผ่านการซักล้าง 30 ครั้ง ค่าความคงทนของสีต่อการซักล้างอยู่ในระดับ 4−5 (ดี−ดีมาก) และสุดาพร ตังควนิช (2563) ศึกษาผ้าฝ้ายย้อมครามโดยใช้น้ำมะขามเป็นสารรีดิวซ์ พบว่า ความคงทนต่อแสง และความคงทนต่อการซักล้างของผ้าฝ้ายย้อมคราม เฉลี่ยอยู่ในระดับ 4–5 (ดีถึงดีมาก) สามารถป้องกันรังสียูวีได้ดีเยี่ยมด้วยค่า UPF ในช่วง 51.61–60.31
จากข้อมูลดังกล่าวดังนั้นโครงการนี้จึงสนใจจัดการความรู้การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติหลากเฉดสี เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตและยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามเอกลักษณ์ให้ได้มาตรฐานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ซึ่งจะทำให้ชุมชนได้รับการพัฒนาต่อยอดทักษะการย้อมครามและสีธรรมชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องตลาด เป็นการส่งเสริมศักยภาพชุมชนให้เข้มแข็ง มีความรู้และทักษะในการผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากรในท้องถิ่นและส่งเสริมการนำทรัพยากรที่มีมากมายหลายหลากไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและผลิตสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวบนฐานทุนทรัพยากรและวัฒนธรรมในพื้นที่และการพัฒนาอย่างยั่งยืน