ไฟป่าเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของโลกเป็นอย่างมาก ในแต่ละปีมีปริมาณของคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้ป่าในภูมิภาคต่างๆ ลอยสะสมอยู่ในชั้นของบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิภายใต้ชั้นบรรยากาศสูงขึ้น เป็นผลให้สภาพอากาศแปรปรวนและเกิดวิดฤตการณ์ต่าง ๆ ตามมา และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายพื้นที่ป่าอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการขาดช่วงของการเกิดทดแทนโดยธรรมชาติ ทำลายพืชคลุมดินทำให้เกิดการพังทลายของดินในฤดูฝน อีกทั้งปัญหาฝุ่นละอองส่งผลต่อสุขภาพและการท่องเที่ยวของประเทศ ไฟป่าในประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาจะเกิดจากการเผาป่า (กรมอุทธยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2562) การทำลายพื้นที่ป่าพรุที่มีศักยภาพดูดซับคาร์บอนจะส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศเทียบได้กับการปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ไฟป่าพรุมีลักษณะพิเศษ เป็นไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน (Semi - Ground Fire) คือส่วนหนึ่งจะไหม้ในแนวระนาบไปตามผิวพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นดินพรุ การดับไฟป่าพรุมีความยากลำบากกว่าการดับไฟป่าทั่วไป เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับไฟทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง คุกรุ่นคืบคลานไปเรื่อย ๆ ซึ่งการเกิดขึ้นของไฟป่าพรุก่อความเสียหายและลุกลามรวดเร็วกว่าไฟป่าทั่วไป ด้วยลักษณะของป่าพรุที่มีต้นเสม็ด และใบไม้ที่ทับถมจนลึก ทำให้บริเวณผิวดินยังคงมีเชื้อไฟที่พร้อมจะกลับมาปะทุได้ เมื่อไฟป่าลุกลามเสี่ยงต่อการเข้าดับไฟของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร การไหม้ใต้ดินสังเกตได้จากควันจางๆ บนผิวดิน มีเพียงไฟป่าขนาดเล็กเท่านั้นที่สามารถดับได้โดยง่าย การควบคุมการลุกลามโดยการควบคุมและเฝ้าระวังระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งไฟในแนวดิ่งจะไหม้ลึกลงไปได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยิ่งลึกปริมาณออกซิเจนจะยิ่งน้อย และใกล้ระดับน้ำใต้ดิน ทำให้ความชื้นมีมากขึ้นตามระดับความลึก (สุชาติ โภชฌงค์, 2553) โดยควบคุมให้ระดับแนวใต้ดินอิ่มน้ำมีระดับสูง (David Lee, TY Chee และ F. Parish, 2003) และการศึกษาไฟในป่าพรุจะไหม้ลึกลงไปโดยเฉลี่ยไม่เกิน 30 เซนติเมตร เนื่องจากปริมาณออกซิเจนที่ลดต่ำลง และความชื้นในดินเมื่อเข้าใกล้ชั้นน้ำ ถ้าควบคุมระดับน้ำให้อยู่ที่ระดับ 30 ถึง 50 เซนติเมตร ระดับน้ำในพรุจะคงเหลืออยู่ในพรุได้ประมาณ 2 - 3 เดือน จึงจะแห้งถึงระดับ -20 เซนติเมตร (ส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2563) ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการสร้างเครือข่ายเอกชน และชุมชนรอบพื้นที่ป่าสงวน ป้องกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการลุกลามของไฟป่า เป็นต้นแบบความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืน
โครงการวิจัยนี้มีแนวคิดในการนำนวัตกรรมองค์ความรู้จากงานวิจัยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ได้อนุมัติทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย แผนงานพัฒนาบัณฑิตระดับปริญญาเอก ประจำปีงบประมาณ 2565 เรื่องการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันไฟป่าในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งจังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคใต้ประเทศไทย การจัดการความรู้งานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการใช้ประโชน์ ภายใต้งานวิจัย “การเพิ่มศักยภาพในการป้องกันการลุกลามของไฟป่าพรุควนเคร็ง ด้วยนวัตกรรมระบบเตือนภัยแล้งจากระดับน้ำใต้ดินระบบ IoT” โดยมีนวตกรรมพร้อมใช้คือ 1) องค์ความรู้เรื่องพื้นที่เสี่ยงไฟป่าพรุควนเคร็ง 2) องค์ความรู้เรื่องการเฝ้าระวังการลุกลามของไฟป่าจากข้อมูลระดับน้ำใต้ดิน และ 3) นวัตกรรมเตือนภัยแล้งเพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของไฟป่า จากระดับน้ำใต้ดินระบบ IoT เพื่อสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งทางด้านการจัดการภัยพิบัติไฟป่า เพื่อการพัฒนา/การจัดการภัยพิบัติโดยต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและการจัดการตนเองของชุมชน ที่นําไปสู่การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติไฟป่า โดยมุ่งเน้น เครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังการลุกลามของไฟป่าที่ใช้ข้อมูลระดับน้ำเป็นฐาน เพื่อให้ชุมชนรอบป่าพรุควนเคร็ง และเอกชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบป่าพรุ สามารถพึ่งตนเองในการป้องกันการลุกลามของไฟป่าได้อย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารจัดการน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำใต้ดินที่ระดับไม่ต่ำกว่าผิวดินเกิน 20 ซม. สร้างสมดุลของทรัพยากรป่าพรุให้มีความมั่นคง โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อสร้างชุมชนพึ่งตนเอง ในการเฝ้าระวังการลุกลามของไฟป่าเพื่อป้องกันการลุกลามของไฟป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยนวัตกรรมระบบเตือนภัยแล้งจากระดับน้ำใต้ดินด้วยระบบ IoT โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การติดตั้ง การซ่อมบำรุง และแปรผลข้อมูล โดยผลผลิตที่เกิดขึ้นจากโครงการคือ 1) นวัตกรรมระบบเตือนภัยแล้งจากระดับน้ำใต้ดินด้วยระบบ IoT เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของไฟป่า จำนวน 8 ชุด 2) นวัตกรชุมชน 24 คน 3) เครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังการลุกลามของไฟป่าที่ใช้ข้อมูลระดับน้ำเป็นฐาน ทั้งนี้ผู้วิจัยใช้กระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายป้องกันภัยพิบัติเกาะขันธ์พึ่งตนเอง สถานไฟป่าทะเลน้อย อาสาสมัครป้องกันไฟป่าพรุควนเคร็ง และเครือข่ายผู้นำชุมชนในอำเภอชะอวด เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขันธ์ ผ่านกระบวนการดำเนินงานตามหลัก “Learning Innovation Platform” ซึ่งมีหลักการคือการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม แล้วสร้างตัวแบบการเรียนรู้ และนวัตกรรม (Learning and Innovation platform) ของชุมชนผ่านการสร้างนวัตกรจากชาวบ้านในชุมชน เพื่อให้กลไกในการเฝ้าระวังไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมระดับชุมชน สามารถวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นการยอมรับปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบท เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน (หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้าน การพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), 2564)