การยกระดับการบริการทางสาธารณสุขผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชของเด็กในพื้นที่เกษตรกรรม สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสกลนคร ในครั้งนี้เป็นองค์ความรู้จากงานวิจัยเรื่อง “ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองด้านการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยเรื่อง “แผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองในการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม สำหรับการเป็นพื้นที่ต้นแบบในระดับประเทศ” ที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2565 ซึ่งเป็นการดำเนินการวิจัยในแพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม โปรแกรมที่ 9 สังคมคุณภาพและความมั่นคง แผนงานทุนท้าทายไทยเพื่อสังคมและความมั่นคงของชีวิต เนื่องจากในสังคมเกษตรกรรม พบว่า การสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชของเด็กอายุ 1-3 ปีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม จังหวัดสกลนคร ในปี พ.ศ. 2560 พบสารกำจัดแมลงศัตรูพืชตกค้างบนผิวหนังของเด็กมากถึงร้อยละ 60 (Siriwat et al, 2019a) และการศึกษาในปี พ.ศ. 2563 พบสารกำจัดแมลงศัตรูพืชตกค้างบนผิวหนังเด็ก ร้อยละ 100 โดยสารกำจัดแมลงที่ตรวจพบ ได้แก่ สารกลุ่มออการ์โนฟอสเฟต และคาร์บาเมท (สาธินี ศิริวัฒน์ และคณะ, 2563) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจำนวนผู้ป่วยโรคจากพิษสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ซึ่งพบว่า ในปี พ.ศ.2557-2561 จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคจากพิษสารเคมีกําจัดศัตรูพืชในเด็กอายุต่ำว่า 5 ปี อยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศ (กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2563) พร้อมทั้งเด็กในวัยนี้เมื่อได้รับสัมผัสจะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง (Babina et al., 2012) นอกจากนี้การรับสัมสารกำจัดศัตรูพืชในเด็ก อาจส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมีความไวในการรับสัมผัสสารเคมีและมีความแตกต่างในแต่ละช่วงอายุทั้งในเรื่องพัฒนาการ มีพฤติกรรมและสุขอนามัยที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ใหญ่ (WHO, 2006) จากการศึกษาพบว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในสังคมเกษตรกรรมจะมีโอกาสได้รับสัมผัสกับสารกำจัดศัตรูพืชสูงกว่าเด็กที่อยู่ในพื้นที่อื่น (Panuwet et al., 2008) ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเด็กกลุ่มดังกล่าว และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
ผลการศึกษาของการวิจัย พบว่า โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองในการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดหรือกระบวนการทางปัญญาของกลุ่มผู้ปกครอง และส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กได้ พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่อระดับโคลีนเอสเทอเรสในเลือด (HAChE) และอาจจะสามารถส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของเด็กในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น องค์ความรู้ที่สำคัญที่ได้จากการศึกษาที่ผ่านมา คือ ชุดการเรียนรู้ (Learning Package) เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองด้านการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม ประกอบด้วย (1) คู่มือการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองด้านการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม (2) เครื่องบันทึกข้อมูลขนาดพกพา (Flash Drive) บันทึกสื่อประกอบโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองด้านการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม และ (3) สมุดบันทึกเพื่อลูกน้อยปลอดภัย ซึ่งเป็นสื่อประกอบโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครองด้านการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดแมลงศัตรูพืชในเด็กที่อาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวข้างต้นสามารถบูรณาการเข้ากับการบริการทางสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานสาธารณสุขขั้นปฐมภูมิ (Primary Care Unit: PCU) ที่เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นหน่วยบริการที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ประชาชนผู้รับบริการสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย สะดวก โดยมีการให้บริการด้านสาธารณสุขครบทุกด้าน (สุพัตรา ศรีวณิชชากร, ทัศนีย์ ญาณะ และบำรุง ชลอเดช, 2554) ซึ่งชุดองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นสามารถบูรณาการเข้ากับการบริการทางสาธารณสุขที่สำคัญของ รพ.สต. ได้แก่ (1) งานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (promotion and prevention: PP) ได้แก่ งานส่งเสริม อนามัยมารดาและทารก (MCH) งานเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค (EPI) งานตรวจและเฝ้าระวังทางโภชนาการ งานตรวจประเมินพัฒนาการสมวัยเด็ก ที่สามารถดำเนินการได้โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำ รพ.สต. และ (2) งานเชิงรุกด้านส่งเสริมสุขภาพอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่ การเยี่ยมบ้านกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่สามารถดำเนินการโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อันเนื่องจากองค์ความรู้ที่ผ่านมานั้นมุ่งการพัฒนาโปรแกรมฯ ด้วยหลักการในเรื่องการมุ่งเน้นการบูรณาการ (Integration) เข้ากับกิจกรรมการบริการสาธารณสุขของ รพ.สต. และมุ่งเน้นการดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ (Practical) ที่สามารถทำให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถใช้โปรแกรมฯ ที่พัฒนาขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าโปรแกรมฯ ที่พัฒนาขึ้นนั้นผ่านการทดสอบประสิทธิผลพบว่ามีประสิทธิผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ปกครองได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่อเด็กในพื้นที่เกษตรกรรม
จากข้อมูลดัวกล่าวข้างต้น จะพบว่า องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนั้นมีความสำคัญ และสามารถใช้ประโยชน์กับระบบการบริการทางสาธารณสุข โดยเฉพาะเพื่อการป้องกันปัญหาการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชของเด็กในพื้นที่เกษตรกรรม สำหรับ รพ.สต. ที่เป็นหน่วยงานทางสาธารณสุขในที่ใกล้ชิดกับประชาชน แต่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว อีกทั้งจังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมทั้งปัจจุบัน รพ.สต. ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ได้ถ่ายโอนภารกิจไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จำนวน 144 แห่ง และ อบจ. สกลนคร เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงให้การสนับสนุนในการจัดทำโครงการ “การยกระดับการบริการทางสาธารณสุขผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชของเด็กในพื้นที่เกษตรกรรม สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสกลนคร” เพื่อมุ่งสู่การมีระบบบริการทางสาธารณสุขที่มีความเฉพาะเจาะจงกับปัญหาและบริบทของพื้นที่ และสามารถนำไปสู่การดำเนินการในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป