อาหารเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไก่งวงประมาณ 60–70% หรือมากกว่าของต้นทุนทั้งหมด ในปัจจุบัน เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวงต้องซื้ออาหารสัตว์จากท้องตลาดในราคาค่อนข้างสูงและต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเป็น จำนวนมาก อย่างไรก็ตามไก่งวงเป็นสัตว์ปีกที่ต้องการสารอาหารที่มีความจำเพาะแตกต่างจากไก่เนื้อและไก่ไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่งวงระยะแรกที่ต้องการโปรตีนสูงถึง 28% แต่อาหารที่จำหน่ายในท้องตลาด เช่น อาหาร ไก่เนื้อ มีโปรตีนเพียง 21% ส่งผลให้ไก่งวงมีสุขภาพอ่อนแอ เจริญเติบโตช้า อัตราการตายสูง ใช้ระยะเวลาขุน เพื่อให้ได้น้ำหนักส่งตลาดนาน และได้คุณภาพซากต่ำ การพัฒนาสูตรอาหารให้มีโภชนาการแบบแม่นยำสำหรับ ไก่งวงโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วย พัฒนาให้กระบวนการผลิตไก่งวงได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของลูกค้าและได้น้ำหนักส่งตลาดเร็วขึ้น ดังนั้นโครงการวิจัยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่ออบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอาหารไก่งวงให้กับกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงในเขตจังหวัดราชบุรี นครพนม และนครราชสีมา โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ คณะนักวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจและเก็บ ตัวอย่างวัตถุดิบอาหารสัตว์และประชุมวางแผนกำหนดทิศทางในการผลิตอาหารไก่งวงร่วมกับประธานกลุ่ม พร้อมสมาชิก นำวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในห้องปฏิบัติการเพื่อใช้เป็น ฐานข้อมูลสำหรับเกษตรกรในแต่ละท้องที่ รวมถึงสำรวจความพร้อมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการ ผสมอาหารสัตว์ ดำเนินการพัฒนาหัวอาหารที่มีปริมาณโปรตีน กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุที่เพียงพอต่อ ความต้องการ เพื่อให้เกษตรกรนำไปผสมกับแหล่งพลังงานหรือวัตถุดิบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น และคิดค้นสูตร อาหารต้นทุนต่ำสำหรับไก่งวงขุนให้กับเกษตรกรนำไปผสมใช้ได้เองภายในฟาร์ม จำนวนทั้งหมด 65 สูตร มีการ ดำเนินการอบรมการผลิตอาหารไก่งวงให้กับกลุ่มเกษตรกร และคณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าใน การผลิตอาหารไก่งวงเพื่อประเมินผล ผลการดำเนินงาน พบว่าในการลงพื้นที่เพื่อดำเนินกิจกรรมทั้ง 3 ครั้ง มี เกษตรกรเข้าร่วมทั้งหมด 139 คน ในการอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอาหารไก่งวง เกษตรกรได้รับ การฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติทุกคน โดยแต่ละกลุ่มได้คัดเลือกตัวแทนแกนนำของกลุ่มที่จะทำ หน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการลงพื้นที่เพื่อติดตามประเมินผล พบว่าเกษตรกรที่เป็นแกนนำของกลุ่ม (3-6 คน/กลุ่ม) มีความสามารถในการผลิตอาหารได้อย่างถูกต้อง สามารถผลิตหัวอาหารและอาหารจำหน่ายให้กับ สมาชิกได้ โดยสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้ 5–10% ในสภาวะที่อาหารสำเร็จรูปมีราคาแพงขึ้น